Author Topic: ยา-สารเคมีที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ....ตอนที่1....  (Read 4042 times)

Katangtong

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • Posts: 15
  • ทำในสิ่งที่รัก คือ อิสระ........รักในสิ่งที่ทำ คือ ความสุข
    • View Profile
ยา-สารเคมีที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

กลุ่มยาคลอแรมเฟนนิคอล

คลอแรมเฟนนิคอล เป็นยาปฏิชีวนะที่แยกได้จากเชื้อ Stroptomyces Venezuelae ในปี พ.ศ. 2490 ยาที่แยกได้พบว่ามีฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียพวกแกรมลบหลายชนิดรวมทั้งพวก ริคเกทเซียด้วย ยาที่แยกได้ในขณะนั้นมีชื่อเรียกว่า คลอโรมัยซิติน ในปัจจุบันยาคลอแรมเฟนนิคอลที่ขายอยู่ในท้องตลาดเป็นยาที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมีทั้งสิ้น
 คุณสมบัติทางเคมี
ยาคลอแรมเฟนนิคอลที่ผลิตได้จากการสังเคราะห์ทางเคมีนั้น มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวที่มีความทนทานต่อความร้อนสูงและมีรสขม เป็นสารประกอบที่เกิดจากการรวมตัวระหว่างกรดไดคลออะซิติคและไนโตรเบนซิน ละลายได้ในน้ำ โพรพิลินกลัยคอลและอะเซทตะมีด มีความคงทนต่อความร้อนและคงทนต่อกรดและด่างสูง ยาที่ให้กินมักอยู่ในรูปของคลอแรมเฟนนิคอลโซเดียมซัคซิเนท
 กลไกในการออกฤทธิ์
ยาคลอแรมเฟนนิคอล ออกฤทธิ์โดยไปขัดขวางกระบวนการสร้างโปรตีนของแบคทีเรีย ตัวยาจะไปรวมตัวกับส่วน "50S" ซับยูนิตของไรโบโซมของแบคทีเรียอย่างถาวรและไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์เปปติทรานส์เฟอเรส ทำให้การสร้างสายเปปไทด์ใหม่ในกระบวนการสร้างโปรตีนถูกขัดขวางไปด้วย มีผลทำให้การสร้างโปรตีนของแบคทีเรียหยุดลงทันที
 อันตรายและฤทธิ์ไม่พึงประสงค์
ความนิยมในการใช้คลอแรมเฟนนิคอลในทางการแพทย์ลดน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อมีรายงานการศึกษาพบว่าเชื้อเกิดดื้อต่อยาคลอแรมเฟนนิคอลอย่างรวดเร็วหลังจากที่มีการใช้ยาไปสักระยะหนึ่ง นอกจากนี้ยังพบว่าถ้าหากใช้ยาคลอแรมเฟนนิคอลเป็นเวลานานต่อเนื่องกันหรือใช้ในขนาดสูง ๆ จะมีผลต่อการสร้างเม็ดเลือดทำให้เกิดอาการโลหิตจางอย่างถาวร ทำให้มีการห้ามใช้ยาคลอแรมเฟนนิคอลในสัตว์ที่ใช้เป็นอาหารในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา เนื่องจากยาอาจตกค้างในเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากสัตว์หลังจากที่มีการใช้ยาคลอแรมเฟนนิคอล ซึ่งมีผลต่อผู้บริโภคเนื้อสัตว์โดยตรง ต่อมามีรายงานพบว่าเชื้อที่ดื้อยาคลอแรมเฟนนิคอลในสัตว์อาจถ่ายทอดการดื้อยาไปสู่เชื้อในคนได้ในประเทศอังกฤษ ดังนั้นจึงมีการห้ามใช้ยาคลอแรมเฟนนิคอลในสัตว์ในหลาย ๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทย


ฟอร์มาลิน

ฟอร์มาลินเป็นสารละลายที่ประกอบด้วย ฟอร์มาดีไฮด์ 37-40 เปอร์เซ็นต์ ในการใช้ถือว่าเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ในธุรกิจการเลี้ยงสัตว์น้ำ มีสูตรทางเคมีคือ CH2O ซึ่งปกติจะมีเมธานอลผสมอยู่ประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์เพื่อป้องกันไม่ให้ฟอร์มาลินเปลี่ยนรูปเป็นพาราฟอร์มาดีไฮด์ซึ่งเป็นพิษมากกว่าฟอร์มาลินมาก ลักษณะ
โดยทั่วไปของฟอร์มาลิน คือ เป็นสารละลายใส มีกลิ่นฉุน เป็นสารรีดิวซ์รุนแรง เมื่อสัมผัสกับอากาศจะถูกออกซิไดส์ช้า ๆ ไปเป็นกรดฟอร์มิก มีค่า pH ประมาณ 2.8-4.0 สามารถรวมตัวได้กับน้ำ แอลกอฮอล์ แต่ฟอร์มาลินไม่สามารถใช้ร่วมกับสารดังต่อไปนี้ คือ ด่างทับทิม ไอโอดีน และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ถ้าเป็นฟอร์มาลินที่เก็บไว้นานหรือเก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 40 องศาฟาเรนไฮด์ ( 4.4 องศาเซลเซียส ) ฟอร์มาลินจะเปลี่ยนรูปไปเป็น พาราฟอร์มาดีไฮด์ ซึ่งมีลักษณะเป็นตะกอนสีขาวจึงไม่ควรนำไปใช้ เพราะจะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ ฟอร์มาลินมีผลไปลดปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำได้โดยตรง โดยการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นดึงออกจากน้ำแล้วเปลี่ยนเป็นกรดฟอร์มิก ทำให้ pH ลดลง ซึ่งฟอร์มาลินที่ระดับความเข้มสูงๆ สามารถลดปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำลงได้มากกว่าที่ระดับความเข้มข้นต่ำ นอกจากนี้ฟอร์มาลินยังมีผลไปลดปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำได้ทางอ้อม โดยการฆ่าแพลงก์ตอนพืชบางส่วนทำให้การผลิตออกซิเจนโดยการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืชลดลง ในขณะเดียวกันมีการใช้ออกซิเจนเพื่อย่อยสลายแพลงก์ตอน
โดยจุลินทรีย์ จึงมีผลทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำลดลงได้มากกว่าปกติ
หลังจากการใช้ฟอร์มาสินจะพบว่าปริมาณแอมโมเนียจะลดลง เนื่องจากแอมโมเนียในน้ำสามารถรวมตัวกับฟอร์มาลินกลายเป็นสารประกอบที่เรียกว่า methylenetetramine จึงทำให้ปริมาณแอมโมเนียในน้ำลดลง การสลายตัวของฟอร์มาลินขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำและการใช้เครื่องให้อากาศถ้าอุณหภูมิสูงและมีการใช้เครื่องให้อากาศฟอร์มาลินจะ
มีการสลายตัวเร็ว ฟอร์มาลินในระดับ ความเข้มข้น 25 ppm. ( 50 ลิตรต่อไร่ ที่ระดับความลึก 1.20 เมตร ) จะสลายตัวหมดภายในเวลาไม่เกิน 36 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิน้ำ 27-30
องศาเซลเซียส
ในปัจจุบันมีการใช้ฟอร์มาลินกันอย่างแพร่หลายในการป้องกันโรคดวงขาว (ตัวแดงดวงขาว ) ในปริมาณ 50 ลิตรต่อไร่ ที่ระดับความลึก 1.20 เมตร ( 25-30 ppm. ) นอกจากฟอร์มาลินมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคดวงขาว ยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันโปรโตซัวจำพวก ซูโอแทมเนียม ( Zoothamnium ) รวมทั้งป้องกันและรักษาโรคเรืองแสงที่เกิดจากเชื้อ วิบริโอ ( Vibrio ) โดยใช้ฟอร์มาลินเข้มข้น 25-30 ppm. แช่ตลอด
การรักษาโรคปลาด้วยฟอร์มาลิน
1. โรคที่เกิดจากพยาธิจำพวกเซลล์เดียว
ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าปลาของท่านป่วยด้วยโรคที่เกิดจากพยาธิพวกนี้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ นำตัว
อย่างปลาที่สงสัยว่าป่วยมาให้นักวิชาการทางด้านโรคสัตว์น้ำตรวจ หรือถ้ายังไม่สามารถมาได้ก็อาจจะสังเกตุจากอาการของปลาที่ป่วยว่า มีอาการอย่างหนึ่งอย่างใดเหล่านี้
หรือไม่ จุดขาวตามลำตัว แผลตกเลือดขนาดเล็กเท่าปลายเข็มกระจายทั่วไป เหงือกซีดมาก ครีบกร่อน ลอยหัวอยู่ตามผิวน้ำ ปากหรือหนวดเปื่อย เป็นต้น
ถ้าปรากฏว่าปลาของท่านมีอาการต่าง ๆ เหล่านี้ ก็อาจจะพอสันนิษฐานในเบื้องต้นว่าปลาของท่านเป็นโรคเนื่องจากพยาธิจำพวกเซลล์เดียว ท่านก็ควรใช้ฟอร์มาลินรักษาปลาของท่านโดยใช้ในอัตราความเข้มข้น 25 ppm. ซึ่งหมายความว่า ถ้าบ่อปลาหรือตู้ปลาของท่านมีน้ำอยู่ 1 คิวบิกเมตร หรือ 1 ตัน หรือ 1000 ลิตร
ก็ใช้ฟอร์มาลิน 25 ซีซีตัวอย่าง การคำนวณปริมาตรน้ำ ในบ่อสี่เหลี่ยม ขนาดกว้าง 1.5 เมตร ยาว 2 เมตร ระดับน้ำลึก 0.5 เมตร
สูตร ปริมาตรน้ำ = กว้าง ด ยาว ด ความลึกของน้ำ ( หน่วยวัดเป็นเมตร )
= 1.5 ด 2 ด 0.5
= 1.5 ลบ. ม. ( หรือ 1.5 คิว )
ดังนั้นในบ่อนี้จะใช้ฟอร์มาลิน = 1.5 ด 25 ซีซี ( ปริมาตรของน้ำ ด จำนวน ppm )
= 37.5 ซีซี

2. ใช้ฟอร์มาลินกำจัดพยาธิปลิงใส
พยาธิปลิงใสนี้มีขนาดใหญ่กว่าโปรโตซัว มักจะเกาะตามผิวตัว และที่เหงือกปลาดุก ปลา
ช่อน ตลอดจนปลาสวยงานก็พบมากเช่นกัน ปลิงใสบางชนิดที่มีขนาดใหญ่ถ้าพบเป็นจำนวนมากสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ลักษณะเป็นเส้นคล้ายขนสีขาวสั้น ๆ ปลิงใสนี้ก่อให้เกิดปัญหามากเช่นกันในการอนุบาลลูกปลา กำจัดได้โดยการใช้ฟอร์มาลิน 45 ppm. ( หรือ 45 ซีซี ต่อน้ำ 1 คิว ) แช่นาน 2-3 วัน และควรแช่ซ้ำอีกถ้ายังไม่หายป่วย
การป้องกันโรคปลาด้วยฟอร์มาลิน
1. ควรจะฆ่าเชื้อพยาธิภายนอกขณะที่ลูกปลาอยู่ในบ่ออนุบาล โดยใช้ฟอร์มาลินประมาณ 45 ppm. ( หรือ ฟอร์มาลิน 45 ซีซี ต่อน้ำในบ่อ 1 คิว ) แช่ลูกปลาในช่วง 2-3 วัน
ก่อนจับขาย
2. ถ้าช่วง 3-5 วัน หลังจากที่ปล่อยลูกปลาลงเลี้ยงแล้วพบปลามีอาการลอยหัว ให้สาดฟอร์มาลิน 45 ppm. ลงในบ่อเลี้ยง หรือจะใช้ฟอร์มาลิน 25 ppm. ร่วมกับดิพเทอร์เร็กซ์
0.25 ppm. ก็ได้ แช่ปลาไว้ตลอด โดยไม่จำเป็นต้องถ่ายน้ำในช่วง 2 สัปดาห์ที่ใส่ยาฆ่าเชื้อ
ข้อควรระวังในการใช้ฟอร์มาลิน
1. การสาดฟอร์มาลินลงในบ่อให้ยืนอยู่เหนือลม ใช้ผ้าปิดจมูกป้องกันการสูดดม และไอของฟอร์มาลินเข้าตา
2. ในบ่อปลาที่เขียวจัด จะต้องระมัดระวังการใช้ฟอร์มาลินเป็นพิเศษ เพราะฟอร์มาลินนอกจากจะลดปริมาณออกซิเจนในน้ำโดยตรงแล้วยังทำให้แพลงก์ตอนบางส่วนตาย ทำให้เกิดการเน่าเสีย
3. ของน้ำ ซึ่งจะทำให้ปลาเกิดอาการขาดออกซิเจนได้ ดังนั้นการใช้ฟอร์มาลินควรใช้ในเวลาที่มีแดดจัด
4. ถ้าใช้ฟอร์มาลินในบ่อปูน ก็ควรจะเปิดแอร์ปั๊มเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กับน้ำ เพราะฟอร์มาลินจะทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง
5. อัตราการใช้ฟอร์มาลิน 25-45 ppm. นี้ จะสลายตัวหมดภายในเวลา 1-2 วัน ถ้าใช้ในวันที่แดดจัดฟอร์มาลินก็จะสลายตัวได้เร็ว ฉะนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องฟอร์มาลินตกค้างหลังการใช้
6. ควรเก็บฟอร์มาลินไว้ในบริเวณที่ไม่ถูกแสงแดดและเย็น เพื่อป้องกันไม่ให้ฟอร์มาลินเสีย และวิธีที่จะดูว่า ฟอร์มาลินที่เรามีอยู่ยังใช้ได้หรือเปล่าก็โดยดูที่ก้นภาชนะที่ใส่ฟอร์มาลิน ถ้ามีตะกอนขาว ๆ ( บางครั้งอาจเป็นสีแดงคล้ายสนิม ) ตกอยู่ก็หมายความว่า ฟอร์มาลินนั้นเสียแล้วไม่ควรนำมาใช้ เพราะอาจเป็นพิษต่อปลาอย่างมาก
หมายเหตุ ฟอร์มาลินได้รับอนุญาตจากการองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกาให้ใช้ในสัตว์น้ำที่นำมาเป็นอาหารแก่มนุษย์และมีการใช้ฟอร์มาลินอย่างแพร่หลายทั่วโลกในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมประมงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อนุญาตให้ใช้ฟอร์มาลินในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้


กลุ่มยาควิโนโลน

คุณสมบัติ

เป็นกลุ่มยาต้านจุลชีพที่ไม่ได้แยกจากเชื้อรา แต่ได้มาจากการสังเคราะห์ยาตัวแรกในกลุ่มนี้คือ นาลิดิซิค แอซิด ซึ่งออกฤทธิ์ดีต่อเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมลบมากกว่าแกรมบวก ไม่มีฤทธิ์ต่อเชื้อ Pseudomonas aeruginosa ต่อมาคือไพโรมิดิค แอซิด , ออกโซลินิค แอซิด และฟลูมิควิน ยากลุ่มควิโนโลนออกฤทธิ์เป็นแบคทีริโอซัยคอลทำลายเชื้อโดยเฉพาะกลุ่มแบคทีเรียแกรมลบเป็นส่วนใหญ่ ขอบเขตในการใช้ค่อนข้างจำกัด เพราะยาเหล่านี้ให้โดยการกินเท่านั้น ไม่สามารถใช้ฉีดได้ แนะนำสำหรับโรคติดเชื้อในระบบขับถ่ายและระบบทางเดินอาหารเท่านั้น และเนื่องจากการใช้ยาควิโนโลนรุ่นแรกๆ พบเชื้อดื้อยาง่าย นอกจากนี้การที่นาลิดิซิค แอซิด มีปัญหาด้านการละลายน้ำและมีความเป็นพิษต่อเซลล์สัตว์น้ำค่อนข้างมาก อีกทั้งตัวยาอ๊อกโซลินิค แอซิด มักพบว่ามีการตกค้างในเนื้อกุ้ง ทำให้มีปัญหาเรื่องการส่งออกผลิตภัณฑ์การแช่แข็ง จึงทำให้มีการพัฒนายากลุ่มฟลูออไรควิโนโลนขึ้นมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายแบคทีเรียให้กว้างขวางขึ้น ตัวอย่างยากลุ่มฟลูออโรควิโนโลนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา เช่น ยานอร์ฟล๊อกซาซิน , เอ็นโรฟล๊อกซาซิน , พีฟล๊อกซาซิน , ไซโปรฟล๊อกซาซิน ฯลฯ
 นอร์ฟล๊อกซาซิน (Norfloxacin)
ตัวยานอร์ฟล๊อกซาซินมีการพัฒนาจากกลุ่มควิโนโลน (Nalidixic acid) โดยการเพิ่มฟลูออรีน(F) และเพิ่ม Piperazine ring ทำให้ประสิทธิภาพของนอร์ฟล๊อกซาซินสามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียได้กว้างขึ้น ทั้งแกรมลบและแกรมบวกซึ่งจากเดิมที่ Nalidixic acid มีฤทธิ์จำกัดเพียงแบคทีเรียแกรมลบเท่านั้น
นอกจากนี้การเพิ่ม Piperazine ring ทำให้สามารถออกฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียที่เป็นพิษ เช่น ซูโดโมแนส และวิบริโอ ได้ดีขึ้น นอกจากนี้นอร์ฟล๊อกซาซินยังเป็นยาที่กระจายตัวไปยังเนื้อเยื่อส่วนต่างๆได้ดี
สำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยถือได้ว่า ยานอร์ฟล๊อกซาซินเป็นยาตัวแรกๆในกลุ่มฟลูออโรควิโนโลนที่นำมาใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อในสัตว์น้ำและใช้แก้ปัญหาในพื้นที่ที่มีคนพบการดื้อยา ซึ่งปัจจุบันนอร์ฟล๊อกซาซินก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ทั้งในการป้องกันและรักษาโรคกุ้ง ปลา และตะพาบน้ำ
 เอ็นโรฟล๊อกซาซิน (Enrofloxacin)
เอ็นโรฟล๊อกซาซินเป็นยาที่มีการดูดซับดี หลังจากผสมให้สัตว์กิน จากสูตรโครงสร้างมีการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการออกฤทธิ์ให้กว้างขึ้นทั้งต่อเชื้อแกรมบวกและแกรมลบ นอกจากจะมีการเติม Piperazine ring แล้วยังมีการเพิ่มหมู่เอทธิล(ethyl) เข้าที่ Piperazine ring ทำให้ยาเอ็นโรฟล๊อกซาซินมีคุณสมบัติเป็น lipophilic มากขึ้น คือ สามารถละลายได้ดีในไขมันของร่างกาย ยาจะสามารถเคลื่อนตัวผ่านชั้น lipoprotein ของ Cell Membranes ได้ง่ายและรวดเร็วจากนั้นตัวยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ

 พีฟล๊อกซาซิน (Pefloxacin)
จากสูตรโครงสร้างของพีฟล๊อกซาซินได้มีการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ให้กว้างต่อเชื้อทั้งแกรมบวกและลบโดยการเติมฟลูออรีน(F) และยังเพิ่มหมู่เมทธิล(Methyl) เข้าใน Piperazine ring ของ quinolone nucleaus ทำให้พีฟล๊อกซาซินมีคุณสมบัติเป็น lipophilic มากขึ้นคือ เพิ่มการละลายในไขมันช่วยให้ยากระจายสู่เนื้อเยื่อสัตว์น้ำได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ยาจะคงฤทธิ์อยู่ในร่างกายสัตว์น้ำได้นานจึงอาจไม่จำเป็นที่จะต้องให้ยาทุกมื้อ เมื่อผ่านเมทาบอลิซึมของร่างกาย บางส่วนของยาจะถูกเปลี่ยนไปเป็นยานอร์ฟล๊อกซาซิน ดังนั้นพีฟล๊อกซาซินจึงจัดเป็นยาที่เหมาะสมในการรักษาโรคติดเชื้อในระบบร่างกายของสัตว์น้ำชนิดที่มีอาการเรื้อรังเนื่องจากตัวยาสามารถออกฤทธิ์ในร่างกายสัตว์น้ำได้นานและสามารถแพร่กระจายได้ดี

 ไซโปรฟล๊อกซาซิน (Ciprofloxacin)
ตัวยาไซโปรฟล๊อกซาซินเป็นตัวยาที่พัฒนาใหม่ล่าสุดในกลุ่มฟลูออโรควิโนโลนมีการพัฒนาสูตรโครงสร้าง โดยการเพิ่มฟลูออรีน(F) และ Piperazine ring ตามลำดับ แต่จะมีการปรับ Side Chain เป็นวง Cyclopropyl ring ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อแบคทีเรีย คือ นอกจากจะออกฤทธิ์ได้ดีกับแบคทีเรียแกรมบวกและลบแล้ว ยังออกฤทธิ์ได้ดีกับเชื้อมัยโคพลาสม่า, คลามายเดีย และ ริกเก็ตเซีย อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมของยาในร่างกายสัตว์น้ำด้วย ตัวยาจะกระจายดูดซึมได้มากทำให้สัตว์น้ำได้รับยาเต็มที่ จึงนิยมใช้ยาไซโปรฟล๊อกซาซินในกรณีรักษาโรคติดเชื้อภายในระบบร่างกายของสัตว์น้ำต่างๆ เช่น โรคเรืองแสง , โรคตับผิดปกติ ติดเชื้อวิบริโอที่ตับและตับอ่อน และยังใช้ในการป้องกันโรคหัวเหลือง, ตัวแดงดวงขาว ฯลฯ อีกทั้งยังไม่มีรายงานว่ามีการดื้อยาตัวนี้ในพื้นที่ได้เลย


 คลอรีน

คลอรีน เป็นสารฆ่าเชื้อที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในโรงเพาะฟัก โดยใช้ฆ่าเชื้อโรคในน้ำที่จะนำมาเพาะฟักลูกกุ้งและใช้ทำความสะอาดวัสดุอุปกรณ์ และทำความสะอาดบ่อในโรงเพาะฟัก แต่การใช้คลอรีนจะต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะโอกาสที่จะเป็นอันตรายต่อกุ้งมีมาก หากยังมีคลอรีนหลงเหลืออยู่ในน้ำ (การใช้คลอรีนจะต้องเตรียมน้ำทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง จนกระทั่งคลอรีนสลายตัวหมดจึงจะสามารถนำน้ำนั้นมาใช้ได้) และคลอรีนยังก่อให้เกิดอาการระคายเคืองสูงจึงอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้
คลอรีนที่ใช้ทั่วไปอยู่ในรูปของสารประกอบเป็นผงสีขาวมีสูตรทางเคมี Ca(ocl)2 (แคลเซี่ยมไฮโปคลอไรด์) หรืออาจอยู่ในรูปของคลอรอกซ์ซึ่งเป็นน้ำยาฟอกสีหรือโซเดียมไฮโปคลอไรด์มีสูตรเป็น NaOCI คลอรีนเป็นสารออกซิไดซ์สามารถทำปฏิกิริยากับสารรีดิวซ์ทุกชนิดที่อยู่ในน้ำมีความเป็นพิษต่อสัตว์น้ำค่อนข้างสูง นอกจากใช้กำจัดเชื้อจุลินทรีย์และพยาธิต่างๆแล้วยังเป็นสารที่ช่วยกำจัดแพลงก์ตอนในน้ำและช่วยในการตกตะกอนอินทรีย์วัตถุรวมทั้งแพลงก์ตอนต่างๆที่ปะปนอยู่ในน้ำคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งคือ ช่วยในการออกซิไดซ์พวกโลหะและสารพิษต่างๆที่ละลายอยู่ในน้ำทำให้พิษ ลดน้อยลง
วิธีใช้
การใช้คลอรีนผงแคลเซียมหรือโซเดียมไฮโปคลอไรด์เพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ำจะใช้ในอัตรา 6-20 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน ถ้าเป็นคลอรอกซ์หรือน้ำยาฟอกสีใช้ในปริมาณ 36-120 มล/ตัน เมื่อใส่คลอรีนไปแล้วก่อนที่จะนำน้ำไปใช้ต้องใส่เครื่องเป่าอากาศทิ้งไว้ประมาณ 3-4 วันเพื่อให้คลอรีนสลายตัวจนหมด
วิธีเร่งการสลายตัว
ถ้าไม่แน่ใจว่าการสลายตัวของคลอรีนจะหมดอย่างสมบูรณ์หรือไม่ให้ใช้โซเดียมไทโฮซัลเฟต (Na2H2O35H2O) ใส่ลงไปในน้ำด้วยอัตรา 1 กรัม/ตันเพื่อช่วยกำจัดคลอรีนที่เหลืออยู่ให้หมดไป
วิธีทดสอบการตกค้าง
วิธีทดสอบการตกค้างของคลอรีนในน้ำ ทำได้โดยใส่โปแตสเซียมไอโอไดด์ 2-3 เกล็ด ถ้าน้ำยังมีสีน้ำตาลคงอยู่แสดงว่ายังมีสารคลอรีนเหลืออยู่
ข้อควรระวัง
1. เนื่องจากคลอรีนเป็นสารออกซิไดซ์ที่ทำปฏิกิริยากับสารรีดิวซ์ทุกชนิดที่อยู่ในน้ำ ดังนั้นในน้ำที่มีสารอินทรีย์หรือสารรีดิวซ์อื่นๆเจือปนอยู่สูง จะต้องเพิ่มอัตราการใช้คลอรีนให้สูงขึ้นตามลำดับ
2. คลอรีนมีความเป็นพิษต่อสัตว์น้ำค่อนข้างสูง ดังนั้นเมื่อมีการใช้คลอรีนในการเตรียมน้ำต้องแน่ใจว่าคลอรีนได้สลายตัวไปหมดแล้วโดยการทดสอบการตกค้างด้วยวิธีข้างต้นเพื่อป้องกันอาการเครียดหรืออาจถึงตายของสัตว์น้ำ
3. การใช้คลอรีนฆ่าเชื้อในน้ำที่มีแอมโมเนียละลายอยู่คลอรีนอิสระจะไปรวมตัวกับแอมโมเนียกลายเป็นคอมไบน์คลอรีน ซึ่งมีฤทธิ์ต่ำลงกว่าเดิมและการสลายตัวก็จะช้าลงด้วย
4. การใช้คลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อในน้ำที่มีแพลงก์ตอนและสารอินทรีย์อยู่ในปริมาณสูง หลังจากการใส่คลอรีนฆ่าเชื้อแล้วสารอินทรีย์และแพลงก์ตอนในบ่อจะตายและตกตะกอนลงไปก้นบ่อ จึงควรรีบสูบน้ำส่วนที่ใสออกไปสู่บ่ออื่นทันทีก่อนที่ซากแพลงก์ตอนและอินทรีย์สารจะเน่าจนมีแก๊สพิษเกิดขึ้น


บี.เค.ซี

มีฤทธิ์ในการซักฟอกเป็นสารที่ใช้ฆ่าเชื้อโรคภายนอกข้อจำกัดคือ จะฆ่าเชื้อได้ดีเฉพาะเชื้อแบคทีเรียไม่สามารถทำลายเชื้อไวรัส เชื้อรา โปรโตซัวและสปอร์ของเชื้อโรคได้
บี.เค.ซี มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Alkyl Dimethyl Benzyl Ammoniom Chloride บี.เค.ซี ที่ใช้อยู่โดยทั่วไปอยู่ในลักษณะของเหลวที่ค่อนข้างหนืดคล้ายแชมพู บี.เค.ซี ที่บริสุทธิ์จะไม่มีสี แต่มีกลิ่มเฉพาะตัวอ่อนๆมีความเข้มข้นหลายระดับ ดังนั้นก่อนใช้จึงควรรู้ว่าตัวยาที่ใช้มีความเข้มข้นกี่เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้บี.เค.ซี ยังมีหลายเกรดบางเกรดก็เหมาะสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมซักฟอกหรือชำระล้างทำความสะอาด ใช้ในการทำน้ำยาสระผม สบู่ หรือน้ำยาล้างจานซึ่ง บี.เค.ซีกลุ่มนี้จะมีฟองมากมี โลหะหนักสูงแต่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อต่ำ แต่สำหรับเกรดที่ใช้กับสัตว์น้ำจะมีฟองน้อยกว่ามีโลหะหนักต่ำมีปริมาณแอมโมเนียอิสระต่ำ บี.เค.ซี กลุ่มนี้จะมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อได้ดีเพราะใช้เอทธานอลเป็นสื่อและมีขนาดโมเลกุลที่เหมาะสมคือ คาร์บอนเชนอยู่ในช่วงคาร์บอน 12 - คาร์บอน 16 (C12 , C14 , C16) และถ้ามีปริมาณของ C12 มากขึ้นจะมีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อมากขึ้นด้วย
การใช้บี.เค.ซี ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียในบ่อกุ้ง ช่วยลดอัตราการเกิดโรค รวมทั้งช่วยควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนและสาหร่ายที่อยู่ในบ่อเลี้ยงกุ้ง
ข้อดี
1. หาซื้อง่าย ราคาถูก และมีความปลอดภัยสูง
2. มีฤทธิ์ในการซักฟอก (detergent) จึงช่วยทำความสะอาดเหงือกกุ้งและระยางค์ในกรณีที่มีตะกอนหรือแพลงก์ตอนเกาะ
3. มีฤทธิ์ในการทำลายแพลงก์ตอนถ้าใช้ในปริมาณสูงเหมาะสำหรับในกรณีที่มีแพลงก์ตอนเจริญในบ่อมาก
ข้อเสีย
1. มีฤทธิ์กำจัดในวงแคบ เพราะสามารถกำจัดได้เฉพาะเชื้อแบคทีเรียแต่จะไม่ได้ผลต่อไวรัสเชื้อรา และเชื้อโรคชนิดอื่นๆ
2. มีประสิทธิภาพลดลงเมื่อมีสารอินทรีย์ในบ่อสูงและมีความกระด้างสูง
ข้อควรระวัง
1. บี.เค.ซี ที่วางขายในท้องตลาดมีหลายเกรดและมีความเข้มข้นหลายระดับ ก่อนใช้ควรตรวจดูให้แน่นอนและเหมาะสม
2. จะมีผลข้างเคียงในการกำจัดแพลงก์ตอนในการใช้จึงต้องอาศัยความระมัดระวังเกี่ยวกับการเน่าเสียของแพลงก์ตอนที่ตาย แล้วตกตะกอนลงพื้นก้นบ่อเพราะอาจเกิดปัญหาขึ้นได้
วิธีใช้
- บี.เค.ซี เข้มข้น 50% ใช้ 0.8-1.0 ppm หรือ 1 ลิตร ต่อพื้นที่บ่อ 1 ไร่ น้ำลึก 1 เมตร
- บี.เค.ซี เข้มข้น 80% ใช้ 0.5-0.8 ppm หรือ 1 ลิตร ต่อพื้นที่บ่อ 2 ไร่ น้ำลึก 1 เมตร



^.... ติดตามตอนต่อไปนะค่ะ ....^